สู่แสงเงาภายใน

TO THE INTERNAL LIGHT AND SHADOW

ภายหลังจากการทำงานชุดแสงและเงาที่ตกกระทบสถาปัตยกรรมต่างๆ จากภายนอกอาคารอย่างต่อเนื่องมาได้ระยะหนึ่ง ผมเริ่มคิดค้นแสวงหาแนวทางการสร้างงานใหม่จากการค้นพบแสงภายในอาคาร การกำหนดโครงสร้างภายในของสถาปัตยกรรม การกำหนดทิศทางของแสงและเงาที่สาดส่องผ่านช่องเปิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงบันดาลใจที่ได้รับจากงานจิตรกรรมฝาผนังที่วัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งผมได้ไปชื่นชมศึกษาเมื่อครั้งที่พานักเรียนไปทัศนศึกษาในวิชาการศึกษาวิจัยศิลปะไทย ทฤษฎีแสงและเงาจึงถูกนำมาปรับใช้จากแสงและเงาภายนอก สู่การสร้างแสงและเงาภายในอาคาร

ภาพของแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาภายในอุโบสถยามเช้า ทอประกายถ้าผ่านบานประตูที่มีลวดลายของทวารบาล ตกกระทบลงบนจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถ กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมเกิดความประทับใจและนำไปพัฒนาในเชิงรูปแบบต่อ โดยใช้ทฤษฎีแสงและเงามากำหนดน้ำหนัก สีสัน ลวดลาย และลายเส้นขององค์ประกอบภายในโบสถ์ วิหาร พระอุโบสถ โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นองค์ประกอบในผลงานชุดนี้ เป็นภาพที่คิดสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ ไม่ได้คัดลอกเลียนแบบมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดใดๆ เพื่อให้สามารถกำหนดจุดเด่น พื้นหลัง จังหวะของเส้นสาย องค์ประกอบ สีสัน รวมถึงบรรยากาศบนผลงานจิตรกรรมได้อย่างอิสระ

ผลงานจิตรกรรมชุด “แสงเงาภายใน” มีเรื่องราวเนื้อหาแบบจิตรกรรมประเพณีไทย อาทิ พุทธประวัติ ไตรภูมิ และชาดกต่างๆ สอดแทรกปรัชญาความเชื่อทางพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน แม้ว่าในแนวคิดแสงและเงา ภาพจิตรกรรมฝาผนังจะเป็นเพียงฉากรับภาพของรูปทรงแสงและเงา แต่ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ใช้เป็นองค์ประกอบในภาพนั้นสำหรับสร้างบรรยากาศความสงบ ความศักดิ์สิทธิ์ ความเลื่อมใสศรัทธาได้ ผลงานชุดนี้จึงมีได้นำเสนอเพียงเรื่องแสงและเงาอย่างเดียว หากแต่มีองค์ประกอบเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่แสดงเรื่องราวในพุทธศาสนาด้วย เมื่อประกอบกับทฤษฎีแสงและเงาแล้วจึงเกิดเป็นผลงานแนวพุทธศิลป์ร่วมสมัยที่โดดเด่นน่าสนใจยิ่งขึ้น

ผลงานชุด “แสงและเงาภายใน” ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม จากนิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย ครั้งที่ 1 โดยธนาคารกสิกรไทย เมื่อปี พ.ศ. 2522

After spending some time to focusing on light outside the architecture, I began looking for new methods by exploring the glow inside the building. The structure of the architecture, the direction of light and shadow through open passages, especially the inspiration from mural painting inside Wat Yai Suwannaram in Phetchaburi province which I visited when I when on a  field trip with my students from Thai Art Research class were determined together with the help of the light and shadow theory. Hence, it was shifted the exterior to the interior of building.

The image of morning sunlight illumination the inside of ubosot, glitteringly casting itself on the door panels decorated with doorkeeper patterns, and reflecting on the murals become an important inspiration that led to the development of my work. The theory of light and shadow come into play to indicate light values, colors, patterns, and lines of the composition inside the religious sanctuary. Mural paintings created for this collection are pure originals because by doing that I could freely pinpoint the positioning of focal point, the background, the rhythm of all lines, the composition, the color as well as the ambiance of work.

“The International Light and Shadow” collection poses the story and content usually seen in Thai Traditional paintings such as the story of Lord Buddha, Triphum, and Jakata with the Buddhist belief and philosophy. While the theory of Light and Shadow only considers a mural a screen displaying from of objects and their shadow, this element can surprisingly create a calm, faithful, and sacred mood. Therefore, not only does the collection present light and shadow as the main point of focus, it also suggests the mural painting as a feature retelling the Buddhist story which once combined with the theory of light and shadow become a more interesting contemporary Buddhist art.

The series The Internal Light and Shadow received an Excellent Prize from 1st Contemporary Art Exhibition by Kasikornbank in 1979.

error: Content is protected !!