Slider
โครงการศึกษาดุลยภาพงานทัศนศิลป์ ระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนา : กรณีศึกษาผลงานแนวเหมือนจริง สู่ทฤษฎีแสงเงา ของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง
เชื่อมโยงโครงการหอศิลป์แห่งแสง “ปรีชา เถาทอง” ภายใต้การดําเนินงานร่วมกับบ้านศิลปินแห่งชาติเชียงราย อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ(พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐)
3ชุดสีสันวัดพระแก้ว
ภาพที่ 1 ผลงานชื่อ “วัด 1” ประเภทจิตรกรรมขนาด 152 x 172 cm เทคนิค สีอะคริลิค สีน้ำมัน รางวัลประกาศนียบัตร เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง (จิตรกรรม) นิทรรศการการแสดงศิลปกรรม แห่งชาติครั้งที่ 24 ประจำปีพุทธศักราช 2520 ลิขสิทธิ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

1. ความเป็นมาของโครงการ


ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ ประจําปีพุทธศักราช 2552 และศิลปินชั้นเยี่ยม ลําดับที่ 14 สาขาจิตรกรรม ผู้มีแนวคิดที่ว่า “มนุษย์ต้องปรับตัวให้ทันยุคสมัย ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักวัฒนธรรมของตนเอง ซึ่งควรนํามาปรับให้เกิดดุลยภาพระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนา” จากการเรียนรู้ธรรมชาติ ผ่านการเรียนการสอนของครูเหม เวชกร “จิตรกรมือเทวดา” ศิลปิน และจิตรกรชาวไทย ที่มีผลงานโดดเด่นแนวเหมือนจริง ส่งผลให้การเรียนรู้การวาดภาพของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทองไม่ใช่แค่เพียงการสังเกตสภาพแวดล้อมและวาดตามสิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น แต่เป็นการเข้าใจสภาพธรรมชาติที่เคลื่อนไปตามเวลา ระยะของแสง ที่มีผลต่อสี หรือลักษณะของวัตถุที่ถูกแสงตกกระทบ ยกตัวอย่างการเฝ้าสังเกตก่อนเมฆในช่วงระยะเวลาแต่ละช่วงเป็นวัน ๆ โดยไม่ขยับไปไหนเพื่อให้เข้าใจถึงความแตกต่าง และองค์ประกอบสําคัญที่ปรากฏในธรรมชาติอันนําไปสู่ภาวะแห่งความลุ่มลึกทางความรู้สึก ทําให้ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง เริ่มเข้าใจสภาวะของแสงและเงา รวมถึงองค์ประกอบของเส้น สี แสง ระยะ จุด น้ําหนัก แบบรูปของที่ว่าง จนกระทั่งถึงลักษณะของผิว ประกอบการเรียนรู้ชีวิตผ่านการเป็นเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่กับวิถี และวัฒนธรรมแห่งความเป็นวัด ทําให้ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง เข้าใจ และเข้าถึงดุลยภาพของการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมไทยร่วมสมัยด้วยการรู้รากความเป็นไทยของตน อันหมายถึงธรรมชาติ และวิถีทางวัฒนธรรมที่อยู่ กับวัดวาอาราม ปรัชญาแห่งความเป็นพุทธศิลป์ และการเรียนรู้ทฤษฎีศิลปะแบบตะวันตก ที่ได้ศึกษาเพิ่มเติมจากศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีลําดับขั้นตอน มั่นคงก่อเกิดเป็นทฤษฎีแสงเงาที่เป็นคุณปูการต่อวงการศิลปะทั้งในแง่การสร้างสรรค์ และทฤษฎีการเรียนรู้อย่างกว้างขวางต่อมาจนถึงปัจจุบัน

 

ทฤษฎีแสงเงา ถูกค้นพบจากการที่ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทองได้ศึกษามุมมองแง่มุม และการขลุกตัวอยู่กับวัด อันเป็นรากทางวัฒนธรรม และรากฐานวิถีชีวิต ที่แฝงเนื้อหาความศักดิ์สิทธิ์ ความลึกลับ ความศรัทธา บนฐานการค้นพบที่ว่าแสงเดินทางไม่รู้จบ แต่แสงจะหยุดการเดินทางก็ต่อเมื่อมีวัตถุตัวกลางมากั้นแสง ยกตัวอย่างเช่นผนังหรือฉากหลังที่มีส่วนสําคัญที่ทําให้เกิดแสง และเงาขึ้น การจ้องมองแสงที่กระทบลงผนังโบสถ์ทําให้ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทองสร้างผลงานจิตรกรรมที่ตัดทอนรูปทรง ที่แสดงรายละเอียดของสถาปัตยกรรมออกไป คงเหลือแต่ระนาบของสถาปัตยกรรมที่ดูเรียบง่าย มุ่งแสดงแต่สาระสําคัญ คือ แสงและเงา สีที่นํามาใช้ในผลงานก็เพียงไม่กี่สี เน้นน้ําหนัก ขาว เทาอ่อน เทาแก่ ไปจนถึงน้ําหนักที่เข้มที่สุด แทนค่าสีตามระยะจริงด้วยน้ําหนักอ่อนและแก่ การใช้สีระบายแบบเรียบให้เกิดระยะด้วยวิธีใช้เส้นเดินของผนัง สร้างทัศนียภาพทางความลึก และการทับซ้อนของรูปทรง ทั้งสถาปัตยกรรมไทย และสถาปัตยกรรมตะวันตก ลักษณะของแสงที่ตกกระทบสถาปัตยกรรมภายนอก และแสงตกกระทบที่ลอดผ่านเข้ามาภายในสถาปัตยกรรม ยกตัวอย่างเช่น พระอุโบสถ เป็นต้น

นอกจากผลงานด้านจิตรกรรม ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทองได้ศึกษาคิดค้นทดลอง พัฒนาการผลงานสร้างสรรค์ด้วยทฤษฎีแสงเงา มาตลอดระยะเวลา กว่า 5 ทศวรรษ ด้วยเทคนิค วิธีการที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น การนำแสงที่มีต้นกำเนิดจากแสงพระอาทิตย์จริง ๆ มาใช้ ประกอบฉายทาบลงในผลงานจิตรกรรม การใช้เทคนิคสื่อผสม เทคนิคภาพพิมพ์ ศิลปะการจัดวาง และการทดลองสร้างผลงานประติมากรรมกระดาษ ผสมด้วยเทคนิคภาพพิมพ์ การใช้วัสดุแผ่นทอง แผ่นเงิน พิมพ์นูน ปิดปะลงไป สัญลักษณ์ที่ปรากฏจะสื่อสาระความนิ่ง ความสงบ และความศรัทธา ทางพุทธปรัชญา ยกตัวอย่างเช่น เส้นสายลายตวัดของลวดลายศิลปะไทยอย่างลายกนก ลายรดน้ำ เป็นต้น จึงนับได้ว่าศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง เป็นศิลปินนักค้นคว้า สร้างสรรค์ผลงาน ที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน และจะเห็นได้ว่าผลงานมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดทุกปี จากการ ทำงานตั้งแต่เริ่มต้น เนื้อหาหลักจะแสดงเรื่องแสงและเงา แฝงความสงบ ความศรัทธา ความศักดิ์สิทธิ์ ในทางศาสนา จนมาสู่ผลงานในยุคปhจจุบันที่ใช้หลักการของการเรียนรู้เรื่องแสง และเงาที่ตกกระทบ วัตถุภายในและภายนอก มาพัฒนาทั้งรูปแบบและเทคนิค ได้แก่การใช้สัญลักษณ์ที่สื่อสาระทางพุทธศาสนา และลวดลายศิลปะไทย มาจัดองค์ประกอบอย่างเรียบง่าย สมดุล

9ศิลปกรรมชุดแสงเงาและการจัดวาง-3
ภาพที่ 2 ผลงานศิลปะจัดวาง ขนาดผันแปรตามพื้นที่จัดแสดง ณ บ้านศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศูนย์ศิลป์แสงธรรมใจพอเพียร จังหวัดเชียงราย

รวมไปถึงเทคนิคภาพพิมพ์ วัสดุบนแผ่นทอง แผ่นเงิน พิมพ์นูน ปิดปะลงไป ก่อให้เกิดร่องรอย หยักของขอบกระดาษ ที่เกิดจากการพื้นผิวที่กร่อนกะเทาะของผนัง แสดงให้เห็นสื่อสัญลักษณ์เชิง องค์ประกอบของโครงสร้าง โดยรวมทั้งภายนอกได้แก่ ภาพพิมพ์วัสดุบนแผ่นทอง และรายละเอียดภายในได้แก่พื้นผิวบนผนัง อันเป็นแนวทางศิลปะร่วมสมัยในลักษณะรูปแบบนามธรรมที่แสดง เอกลักษณ์ไทยตามรูปแบบเฉพาะตัวของศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง

นอกจากความเป็นศิลปินชั้นเยี่ยม และศิลปินแห่งชาติศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ยังเปี่ยมไปด้วยความเป็น “ครู” ที่ให้ความรู้แก่นักเรียน นักศึกษา ทั้งในระบบและนอกระบบ อย่างกว้างขวางต่อเนื่องยาวนานมายาวนานกว่า 5 ศตวรรษ ผู้ผสมผสานระหว่างความเข้มงวดในเชิงความสมบูรณ์ของความคิด หรือทัศนะที่มีต่องานศิลปะและการเปิดกว้างในเชิงทักษะรูปแบบ เนื่องด้วย ความแตกฉานในองค์ความรู้ทางศิลปะที่ไม่ใช่แค่เพียงผลงานจิตรกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงศิลปะสื่อผสม ศิลปะสื่อใหม่ ในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อการสร้างสรรค์ศิลปะที่มุ่งเน้นในเชิงสาระความคิด และใช้รูปแบบทางศิลปะเป็นตัวกลางมากกว่าการยึดติดกับรูปแบบทางศิลปะแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น เป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างรากฐานความเชี่ยวชาญของตนเอง กับทฤษฎีแบบใหม่ที่ตนเองสนใจ โดยยังสามารถสื่อสารแนวความคิดของตนเองได้อย่างมีรูปแบบเฉพาะตน เรียกได้ว่ามีความรัก ความศรัทธาในประเด็นที่สนใจอย่างลึกซึ้ง (Heart) มีความพินิจ วิเคราะห์แนวความคิดอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอน (Head) และมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคอย่างแตกฉาน (Hand) จึงจะสามารถสร้างสรรค์ ผลงานศิลปะได้อย่างเปิดกว้างหลากหลายแต่ลุ่มลึก

3
ภาพที่ 3 แบบร่างลายมือ ทฤษฏีแนวความคิด แบบ “HEART HEAD HAND” ที่เป็นแนวคิดที่มาจากพุทธปรัชญา “อิทธิบาท 4” และการพัฒนาองค์ความรู้ไปสู่รูปแบบของการ สร้างสรรค์ หรือดุลยภาพระหว่างการอนุรักษณ์และการพัฒนาในงานทัศนศิลป์ โดยศาสตราจารย์ เกียรติคุณปรีชา เถาทอง

จากผลงานสร้างสรรค์ และองค์ความรู้ที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ทศวรรษของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะได้บันทึก วิเคราะห์ และสังเคราะห์ความเป็นตัวตนของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง เพื่อบันทึกความแตกฉาน วิธิคิด และองค์ความรู้ที่สำคัญเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา อันจะเป็นคุณูปการต่อวงการศิลปะและพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ผู้ให้อย่างกว้างขวางต่อไป โดยเนื้อหาจะประกอบไปด้วยบทวิเคราะห์ทั้งสิ้น 5 ส่วนได้แก่

ส่วนที่ 1 การเกริ่นนำ กล่าวถึงศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ และครูผู้สร้างสรรค์ผลงานกว่า 5 ทศวรรษ

ส่วนที่ 2 ประวัติและชีวิตความเป็นของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ได้แก่ วิถีแห่งศิลปิน ครู ผู้มีรากฐานจากการเรียนรู้ธรรมชาติ วัดและครูเหม เวชกร
ส่วนที่ 3 ผลงานและทฤษฎีทางศิลปะของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ได้แก่ทฤษฎีแสงเงา จุดเริ่มต้นของความสงบ สมาธิ จุดเชื่อมต่อระหว่างเอกลักษณ์ไทยและเทคนิคร่วมสมัย อันสะท้อนถึงสาระทางพุทธปรัชญา และปรัชญาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อันเป็นแนวคิดหลักของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง
ส่วนที่ 4 ศิลปิน ครู ผู้รู้ราก และสร้างดุลยภาพระหว่างวัฒนธรรมกับการพัฒนา
ส่วนที่ 5 การสร้างสรรค์ผลงาน คน แนวคิด วิธีการ เพื่อสืบจิตวิญญาณศิลปะแห่งศิลปิน

องค์ประกอบของการสร้างสรรค์ผลงานที่แตกฉาน การสื่อสาร การสร้างองค์ความรู้ และการสร้างบุคคลในฐานะศิลปิน หรือครูศิลปะ ของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง เกิดจากความต้องการลดช่องว่างในความเข้าใจศิลปะของบุคคลในวงกว้าง ให้ผู้คนเข้าถึงความรู้สึกจิตใจที่อ่อนหวาน นุ่มนวล และความต้องการในการสร้างอุดมการณ์การสอนศิลปะให้เกิดขึ้นบนพื้นฐานที่ว่าแม้มนุษย์จะมีความเจริญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือก้าวหน้าทางกายภาพมากเพียงใด แต่ความรู้เข้าเข้าใจ หรือการเข้าถึงความดีความงามที่เป็นสภาวะทางจิตใจนั้น จะทำให้มนุษย์แตกต่างจากเครื่องจักร ซึ่งนั่นคือหัวใจสำคัญของความเป็นมนุษย์ และนำพาให้มนุษย์มีความก้าวหน้ามาได้จนถึงปัจจุบันจึงก่อให้เกิดองค์ความรู้ด้านการสร้างสรรค์ที่ยาวนาน ต่อเนื่อง กว่า 5 ทศวรรษ ของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง

2. วัตถุประสงค์

 

a. สร้างองค์ความรู้ทางศิลปะ ผ่านการเรียนรู้องค์ความรู้ของศิลปินแห่งชาติ ที่พัฒนาองค์ความรู้มายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ
b. เพื่อเปิดแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ทางศิลปะและวัฒนธรรม ถือเป็นการต่อยอดทางศิลปะให้บุคคลที่สนใจศิลปะเข้ามาเรียนรู้การทำงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติ
c. เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ ภูมิปัญญาที่เป็นผลงานของศิลปินผ่านการศึกษาองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในทุกมิติและนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ พัฒนาคน พัฒนาชาติ
d. เพื่อให้บุคคลทั่วไปและบุคคลรุ่นใหม่ที่สนใจศิลปวัฒนธรรมได้มีโอกาสเรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากศิลปินแห่งชาติ ซึ่งจะสามารถนำไปต่อยอดได้อย่างรวดเร็วและจะเป็นการสร้างศิลปินรุ่นใหม่ๆได้ อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
e. สนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลย์ระหว่างการพัฒนาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วม
ของทุกภาคส่วนในรูปแบบ “ประชารัฐ” ผ่านผลงานการเรียนรู้ด้านศิลปะวัฒนธรรม
f. ส่งเสริมประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีองค์ความรู้ด้านศิลปะ เพื่อนำเสนอศิลปะในมิติอันทรงคุณค่าที่สามารถผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตกับบริบทของสิ่งแวดล้อมคนยุค
ปัจจุบัน

3. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

 

a. สามารถสร้างองค์ความรู้ทางศิลปะ ผ่านการเรียนรู้องค์ความรู้ของศิลปินแห่งชาติ ที่พัฒนาองค์ความรู้มายาวนานกว่า 5 ทศวรรษ
b. สามารถเปิดแหล่งข้อมูลการเรียนรู้ทางศิลปะและวัฒนธรรม ถือเป็นต่อยอดทางศิลปะให้บุคคลที่สนใจศิลปะเข้ามาเรียนรู้การทำงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติ
c. สามารถเผยแพร่องค์ความรู้ ภูมิปัญญาที่เป็นผลงานของศิลปินผ่านการศึกษาองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมในทุกมิติและนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ พัฒนาคน
พัฒนาชาติ
d. สามารถให้บุคคลทั่วไปและบุคคลรุ่นใหม่ที่สนใจศิลปะวัฒนธรรมได้มีโอกาสเรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากศิลปินแห่งชาติ ซึ่งจะสามารถนำไปต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว และจะ
เป็นการสร้างศิลปินรุ่นใหม่ๆได้ อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
e. สามารถสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลย์ระหว่างการพัฒนาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบ “ประชารัฐ” ผ่านผลงาน การเรียนรู้ด้านศิลปะวัฒนธรรม

f. สามารถส่งเสริมประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีองค์ความรู้ด้านศิลปะ เพื่อนำเสนอศิลปะในมิติอันทรงคุณค่าที่สามารถผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตกับบริบทของสิ่งแวดล้อมคนยุคปัจจุบัน

โครงการหอศิลป์แห่งแสง “ปรีชา เถาทอง”
ภายใต้การดำเนินงานร่วมกับบ้านศิลปินแห่งชาติเชียงราย อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐)
S__10149916
ภาพที่ 4 “ศูนย์ศิลป์แสงธรรมใจพอเพียร” โดยศิลปินแห่งชาติปรีชา เถาทอง ณ บ้านป่าเมี่ยง จังหวัดเชียงราย (1)

1. ความเป็นมาของโครงการ


การพัฒนาประเทศในช่วงระยะเวลาของยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) ซึ่งมีวิสัยทัศน์ประเทศไทย คือ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” หรือเป็นคติพจน์ประจำชาติว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลย์ระหว่างการพัฒนาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบ “ประชารัฐ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านศิลปะวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานสำคัญในการนำไปสู่การพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ อันนำไปสู่การพัฒนาทั้งในด้านมนุษย์สังคมและเศรษฐกิจ เพราะวัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดชนชาติชุมชนสังคม และเผ่าพันธุ์มนุษย์ บ่งบอกถึงเอกลักษณ์และวิถึชีวิตของตนเอง ที่ทำงานควบคู่กับศิลปะ อันเป็นความงาม ที่มาจากการสร้างสรรค์เป็นสุนทรียภาพที่นับเป็นศาสตร์ที่มีประวัติมา อย่างยาวนาน ตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้น อันเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารวัฒนธรรม และบูรณาการ ร่วมกันระหว่างภาคประชาชนที่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของชาติที่เห็นคุณค่าและความสำคัญของภาคประชาชนเพิ่มขึ้น

ในปัจจุบันจังหวัดเชียงรายนับเป็นจังหวัดนำร่องเมืองแห่งศิลปะ “เชียงรายเมืองศิลปะ” (Chiangrai the city of Art) เพื่อนำเสนอศิลปะในมิติอันทรงคุณค่าที่สามารถผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตคนยุคปัจจุบัน กับบริบทของสิ่งแวดล้อมเชียงราย เป็นการให้ความรู้และการเล่าเรื่องผ่านผลงานของศิลปิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันเชียงรายมีศิลปินแห่งชาติที่เข้ามาจัดการ จัดสรรสร้างมิติองค์ความรู้ที่หลากหลาย เช่น อาจารย์ถวัลย์ดัชนีศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม) ประจำปี พ.ศ. 2544 เกิดที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติชาวล้านนา เป็นผู้สร้างพิพิธภัณฑ์บ้านดำ บ้านศิลปินแห่งชาติแห่งนี้ขึ้น บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ ภายในมีอาคารสถาปัตยกรรมแบบกาแลกว่า 40 หลัง รวมถึงบ้านสถูปรูปทรงแปลกตา ซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ของ อาจารย์ถวัลย์ โดยตกแต่งภายในเน้นจัดแสดงผลงานศิลปะอันล้ำค่าจำนวนมากกว่าหมื่นชิ้น ทั้งภาพวาด ประติมากรรม งานแกะสลัก รวมทั้งเครื่องเขินโบราณ เครื่องเงินล้ำค่า บรรดาหนังสัตว์และซากสัตว์ป่านานาชนิด เป็นต้น และอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม) ประจำปีพ.ศ. 2554 ผู้มีเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นคนบ้านร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย โดยกำเนิด ใช้ความรู้ด้านศิลปะที่ได้ร่ำเรียนมาบูรณะวัดร่องขุ่นขึ้นมาใหม่ในรูปแบบของศิลปะไทยล้านนาร่วมสมัย จนได้รับการยอมรับทั้งจากชาวไทยและชาวต่างชาติว่า เป็นวัดที่มีรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นงดงาม อ่อนช้อยเหนือคำบรรยาย

นอกจากนี้ในจังหวัดเชียงรายยังประกอบไปด้วย งานโครงการมากมายอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร เพื่อช่วยเหลือประชาชนทุกหมู่เหล่า ซึ่งทุกโครงการล้วนมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ “ความอยู่ดีกินดีและความผาสุก” ของประชาชนทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อันเป็นโครงการในพระราชดำริเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต อนุรักษ์สืบสานศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีของ ชาวไทยภูเขาและชาวไทยภาคเหนือให้คงอยู่ตลอดไป ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผาตั้งเป็นแหล่งวัฒนธรรมเชิงเกษตรที่มีจุดชมวิวที่งดงามแห่งหนึ่งของไทยเนื่องจาก ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านผาตั้ง บนเทือกดอยผาหม่นระหว่างแนวแบ่งเขตไทยกับลาว ดอยผาตั้งสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,800 เมตร จุดชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุดของที่นี่ คือ จุดชมวิวผาบ่อง ที่เป็นโพรงหน้าผาขนาดใหญ่ให้เดินผ่านลอดผ่านไปชมวิวฝั่งลาวได้ภายในศูนย์เป็นแหล่งปลูก บร็อคโคลี่ พลับ พลัม ท้อบ๊วยขนาดใหญ่และดอกไม้เมืองหนาวสวยๆ เช่น ทิวลิปและลิลลี่อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถชมวิถีชีวิต และวัฒนธรรมประเพณีของชาวเขาเผ่าม้ง เย้าและจีนยูนนาน เผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในศูนย์พัฒนาโครงการหลวงผาตั้งได้

ด้วยองค์ประกอบที่สมบูรณ์ทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรมและแนวทางการเรียนรู้ตามรอยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อันสนับสนุนวิสัยทัศน์ประเทศไทยของยุทธศาสตร์ชาติ(พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) ที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคโดยมีศิลปะและวัฒนธรรมจะเป็นปัจจัยหลักสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ประกอบดังกล่าวร่วมกัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์(จิตรกรรม)ประจำปีพ.ศ. 2552 จึงได้มีโครงการในการจัดสร้าง “ศูนย์ศิลป์แสงธรรมใจพอเพียร” ขึ้น ณ บ้านป่าเมี่ยง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2539 หลังจากที่ได้มีการจัดตั้ง “ศูนย์ศิลป์แสงเงา” และ “ศูนย์ศิลป์แสงธรรมสุวรรณภูมิ” เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2527 และวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2538 กรุงเทพมหานครฯ ตามลำดับ ด้วยแนวความคิดที่ว่า ศูนย์ศิลป์แห่งแสงทั้ง 3 แห่งจะเป็นแหล่งสรุปผลรวมองค์ความรู้ใหม่ที่เป็น แหล่งสะสมข้อมูล หลักการทฤษฎี วิธีการแนวคิดแนวทางในการสร้างสรรค์ศิลปะ และสรุปแรงดลใจสาระความหมายจากการที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ให้ได้ร่วมเป็นศิลปิน 1 ใน 8 ที่ร่วมถวายงานในการออกแบบภาพประกอบในหนังสือพระราชนิพนธ์ พระมหาชนก ในพระนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร โดยมีแหล่งศูนย์กลางของหอศิลป์แห่งแสงทั้ง 3 ที่จังหวัดเชียงราย ได้แก่ “ศูนย์ศิลป์แสงธรรมใจพอเพียร” เนื่องจากมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ทั้งด้านศิลปะที่มีบ้านศิลปินแห่งชาติกว่า 3 แห่ง วัฒนธรรมประเพณีของชาวเขาเผ่าม้ง เย้าและจีนยูนนาน และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่าง ๆ

S__10149927
ภาพที่ 5 “ศูนย์ศิลป์แสงธรรมใจพอเพียร” โดยศิลปินแห่งชาติปรีชา เถาทอง ณ บ้านป่าเมี่ยง จังหวัดเชียงราย (2)

2. วัตถุประสงค์

 

a. เพื่อเปิดแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ถือเป็นต่อยอดให้คนในท้องถิ่น และบุคคลที่สนใจศิลปะเข้ามาเรียนรู้การทำงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติ
b. เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ภูมิปัญญาที่เป็นผลงานของศิลปินผ่านกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมในทุกมิติ และนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
c. เพื่อให้บุคคลทั่วไปและบุคคลรุ่นใหม่ที่สนใจศิลปะวัฒนธรรมได้มีโอกาสเรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากศิลปินแห่งชาติ ซึ่งจะสามารถนำไปต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว และจะเป็นการ
สร้างศิลปินรุ่นใหม่ๆได้ อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
d. สนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ(พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการ พัฒนาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบ “ประชารัฐ” ผ่านผลงาน การเรียนรู้ด้านศิลปะวัฒนธรรม
e. ส่งเสริมจังหวัดเชียงรายในฐานะจังหวัดนำร่องเมืองแห่งศิลปะ “เชียงรายเมืองศิลปะ” (Chiangrai the city of Art) เพื่อนำเสนอศิลปะในมิติอันทรงคุณค่าที่สามารถผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตคนยุคปัจจุบัน กับบริบทของสิ่งแวดล้อมเชียงราย

3. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

 

a. สามารถเป็ดแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ถือเป็นต่อยอดให้คนในท้องถิ่น คนที่สนใจศิลปะเข้ามาเรียนรู้การทำงานศิลปะของศิลปินแห่งชาติ
b. สามารถเผยแพร่ องค์ความรู้ภูมิปัญญาที่เป็นผลงานของศิลปินผ่านกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมในทุกมิติ และนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
c. สามารถส่งเสริมให้บุคคลทั่วไปและบุคคลรุ่นใหม่ที่สนใจศิลปะวัฒนธรรมได้มีโอกาสเรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากศิลปินแห่งชาติ ซึ่งจะสามารถนำไปต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว และจะเป็นการสร้างศิลปินรุ่นใหม่ๆได้ อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
d. สามารถส่งเสริม และสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลย์ระหว่างการพัฒนาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบ “ประชารัฐ” ผ่านผลงานการเรียนรู้ด้านศิลปะ – วัฒนธรรม
e. สามารถส่งเสริมจังหวัดเชียงรายในฐานะจังหวัดนำร่องเมืองแห่งศิลปะ “เชียงรายเมืองศิลปะ” (Chiangrai the city of Art) เพื่อนำเสนอศิลปะในมิติอันทรงคุณค่าที่สามารถผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตคนยุคปัจจุบัน กับบริบทของสิ่งแวดล้อมเชียงราย

ที่มาและหลักการของศูนย์ศิลป์แห่งแสง
ได้แก่ศูนย์ศิลป์แสงเงา ศูนย์ศิลป์แสงธรรมสุวรรณภูมิ และศูนย์ศิลป์แสงธรรมใจพอเพียร โดยศิลปินแห่งชาติ ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง

      ศูนย์ศิลป์ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ศูนย์ศิลป์แสงเงา ศูนย์ศิลป์แสงธรรมสุวรรณภูมิศูนย์ศิลป์แสงธรรมใจพอเพียร ได้ทำการจัดตั้งขึ้นในเวลาที่ต่อเนื่องกัน ได้แก่

ศูนย์ศิลป์แสงเงา เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2527 ที่ตั้ง จรัญสนิทวงศ์ 37 กทม.
ศูนย์ศิลป์แสงธรรมสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2538 ที่ตั้ง จรัญสนิทวงศ์ 13 กทม.
ศูนย์ศิลป์แสงธรรมใจพอเพียร เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2539 ที่ตั้ง บ้านป่าเมี่ยง เชียงราย

     โดยมีหลักการในการก่อตั้งศูนย์ศิลป์ทั้ง 3 แห่งเพื่อนำเสนอผลสรุปของการสรุปรวมองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นแหล่งสะสมข้อมูล หลักการทฤษฎีวิธีการ แนวคิด แนวทางในการสร้างสรรค์มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

      ความหมายจากการเริ่มต้นตีความหมาย และการสร้างองค์ความรู้ผ่าน “ศิลป์”

      ศิลป์ คือ ภาษากลางของมนุษย์ที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันเป็นเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ติดต่อกันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

    ศิลป์ คือ องค์ประกอบหนึ่งของวัฒนธรรมซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการแสดงผลรวมของวัฒนธรรมออกมาเป็นรูปธรรม โดยมีมนุษย์เป็นผู้แสดงออกผ่านจินตนาการ ความคิด อารมณ์ความรู้สึกออกมาเป็นรูปธรรม

    ศิลป์ คือ อาหารทางจิตใจ ด้วยเหตุที่มนุษย์ไม่ได้มีความต้องการแต่เพียงอาหารเพื่อการบริโภคเพื่อให้เกิดพลังงาน และความเจริญเติบโตสำหรับร่างกายเท่านั้น จิตใจของมนุษย์ยังต้องการอาหาร เช่น เดียวกับร่างกาย สุนทรียภาพที่ “ศิลป์” ส่งมอบให้คืออาหารทางใจที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณมนุษย์ให้มีความสมบูรณ์มีความงอกงาม มีสติปัญญามากกว่าอาหารที่มนุษย์บริโภคเป็นปกติทั่วไป

    ศิลป์ คือ การแสดงความเป็นตัวตนของศิลปินและสังคมด้วยหลักการเหตุผลที่มนุษย์มีการพัฒนาความคิด และอารมณ์ความรู้สึกอย่างต่อเนื่องตลอดเวลานับตั้งแต่เกิดจนตาย และในระหว่างช่วงชีวิตต่าง ๆ ของมนุษย์ก็ใช้ศิลปะทำหน้าที่ส่งสาระของตนเองกับสังคม กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และในผลงานศิลปะของแต่ละบุคคลก็จะมีอัตลักษณ์ลักษณะเฉพาะตนปรากฏอยู่ในผลงานศิลปะ หรือผลงานสร้างสรรค์นั้น ๆ โดยมีผลลัพธ์ที่เป็นความจริง ความดีความงาม เป็นสุนทรียภาพ อันเป็นจุดหมายสำคัญในการแสดงออกที่เป็นตัวตนของศิลปิน

     ศิลปะวัฒนธรรม ก็คือผลผลิตจากการค้นคว้าจากการปฏิบัติจากการเรียนรู้ให้ได้มาซึ่งผลงานศิลปะอันมีฐานข้อมูลความบันดาลใจมาจากบวรในชีวิตประจำวันของมนุษย์ และสังคม สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวมนุษย์ทำให้บังเกิดเป็นการวิจัย นวัตกรรม และศิลปกรรม อันเกิดมาควบคู่กับบริบทของการดำรงชีวิตของมนุษย์จากอดีตสู่ปัจจุบัน มนุษย์ทุก ๆ ยุค มีการเรียนรู้ค้นคว้าวิจัยด้วยกระบวนการวิเคราะห์ วิจัย สังเคราะห์ กับทุกสิ่งรอบตัว มนุษย์จะเรียนรู้จากการปฏิบัติอย่างเป็นระบบจากจิตปฐม จากนั้นจึงวิจัยด้วยจินตนาการ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ และแสดงออกมาเป็นงานสร้างสรรค์สะท้อนออกมาในรูปแบบของงานศิลปะวัฒนธรรมอันเป็นประโยชน์มีผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้อันสามารถอำนวยความสะดวกสบายให้เพื่อนมนุษย์ เช่น อาหาร เสื้อผ้าอาภรณ์ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

     ในผลสรุปของงานสร้างสรรค์ศิลปกรรมไม่ว่าจะเป็นงานทัศนศิลป์ โสตศิลป์ วรรณศิลป์ ศิลปะการแสดง คีตศิลป์เป็นงานที่ให้ผลลัพธ์รับใช้มนุษย์มาจากอดีตถึงปัจจุบัน

     อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่างานศิลปะวัฒนธรรมเป็นองค์ความรู้ที่อยู่กับมนุษย์อยู่กับวิถีชีวิต (บวร) สังคมมนุษย์จึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ว่าจะเป็นศิลปะบริสุทธิ์หรือศิลปะที่รับใช้การดำรงชีวิตของมนุษย์ (ประยุกต์ศิลป์) ก็รวมเป็นศิลปะที่ผสมกลมกลืนอยู่กับวิถีชีวิตประจำวันกับมนุษย์จาก อดีตถึง ปัจจุบัน หลักการเหตุผลของการสร้างสรรค์ศิลปะของมนุษย์ มนุษย์ได้ใช้ฐานคิด วิธีคิดแรงดลใจ แนวคิดจินตนาการอันนำไปสู่การคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ ด้วยจิตปฐม และการถ่ายทอดออกมาเป็น งานสร้างสรรค์สรุปผลลัพธ์เป็นงานสร้างสรรค์ศิลปะเป็นงานวิชาการงานศิลป์ และเป็นองค์ความรู้ใหม่ดังนี้

1. องค์ความรู้ใหม่ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ศิลปะ
2. องค์ความรู้ใหม่ที่ค้นคว้ามาใช้ในการออกแบบ และประกอบสร้างในผลงานศิลปะ
3. องค์ความรู้ใหม่ทางด้านแนวความคิด หลักการ และปรัชญาในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ
4. องค์ความรู้ใหม่ทางด้านการแก้ปัญหา ค้นคว้าเทคนิค วิธีการในกระบวนการเฉพาะทางในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ
5. องค์ความรู้ใหม่ทางด้านทฤษฎีทางศิลปะเฉพาะด้านจากการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ

     นั่นเป็นผลสรุปของการสรุปรวมองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นแหล่งสะสมข้อมูลหลักการทฤษฎีวิธีการแนวคิด แนวทางในการสร้างสรรค์ศิลปะ ณ ศูนย์ศิลป์แสงเงา จรัญสนิทวงศ์ 37 ซึ่งเริ่มก่อตั้งดำเนินการ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2527 เป็นต้นมา โดยเฉพาะที่มา แนวความคิดของทฤษฎีแสงเงาอันเป็นรูป สัญลักษณ์ที่ใช้เป็นหลักในการแสดงออกทางการสร้างสรรค์ที่สามารถวิเคราะห์การแสดงออกได้เป็น 2 นัยดังนี้

    การแสดงออกที่ปรากฏเป็นรูปธรรม คือเป็นการแสดงออกด้านภายนอก ประสานสัมพันธ์ของรูปความงามหมายถึงการหาความหมายทางรูปทรง ความงามทางทัศนศิลป์เป็นการนำเสนอทางเหตุ ปัจจัยทาง ทัศนธาตุรูปทรง แสงเงา น้ำหนักที่ประสานสัมพันธ์มีความกลมกลืนเป็นความงามที่มีเอกภาพในด้านสุนทรียภาพ

    การแสดงออกที่ปรากฏเป็นนามธรรม คือด้านจิตวิญญาณที่ต้องถ่ายทอดเป็นสาระด้านอารมณ์ความรู้สึก หมายถึงความหมายในทางสัญลักษณ์ หรือ นามธรรมคือการสะท้อนเนื้อหาสาระในหลักธรรม ความสงบ สมาธิ และความศักดิ์สิทธ์

   โดยมีจุดมุ่งหมายในการค้นคว้าสร้างสรรค์เพื่อแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับบรรยากาศของความสงบความเลื่อมใส ความศรัทธา ในงานจิตรกรรมอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประสานสัมพันธ์ระหว่างรูปทรงของแสงบนเนื้อที่ของเงาจากสถาปัตยกรรมไทย จิตรกรรม ประณีตศิลป์ ฯลฯ ซึ่งเป็นตัวสื่อกลางในการแสดงซึ่งเอกลักษณ์ของไทย เป็นการแสดงแนวคิดการสร้างสรรค์จิตรกรรมของชาติกับจิตรกรรมร่วมสมัย อีกทั้งยังแสดงถึงความสัมพันธ์ของระบบแสงและเงาที่ผสมผสานกับรูปแบบสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ฯลฯ เพื่อแทนความรู้สึกของความเงียบ สงบ ศรัทธาดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

     จากนั้นจึงเกิดผลงานสร้างสรรค์ศิลปกรรมชุด “แสงเงาในศาสนสถานสามเหลี่ยมวัฒนธรรม” ที่ได้รับแนวคิด และแรงบันดาลใจมาจากแสงเงาในศาสนสถานต่างๆ ในดินแดนของสามอาณาจักรที่มีรากฐานความเชื่อในพระพุทธศาสนาได้แก่ล้านนา (เชียงเเสน) ล้านช้าง และศรีอโยธยา (สุวรรณภูมิ) อันนำไปสู่ผลงานแรงบันดาลใจที่มาจากมรดกทางศิลปวัฒนธรรมสุวรรณภูมิภูมิปัญญาของศิลปินในสุวรรณภูมิทั้ง 3 ชุดได้แก่

     แสงแห่งมรดก – สุวรรณภูมิ ที่มีหลักคิดจากเรื่องภูมิจักรวาลสุวรรณภูมิที่ประกอบด้วยรูปทรงโครงสร้างของลวดลาย พันธุ์พฤกษาอันเป็นสัญลักษณ์ทางงานประณีตศิลป์ของประเทศต่าง ๆ ในสุวรรณภูมิสู่ปัจจุบัน แสงสุวรรณภูมิ-แสงแห่งปัญญา มีแรงบันดาลใจผ่านงานประณีตศิลปกรรมงานลวดลายประดับในอันเป็นรูปแบบสัญลักษณ์จัดการนำลวดลายสีสันของกลุ่มศิลปินในดินแดนสุวรรณภูมิมาประกอบสร้างร่วมกันในผลงาน

    ศิลปะส่องทาง-สุวรรณภูมิ ที่มีแรงบันดาลใจจากผลงานสถาปัตยกรรม ศาสนสถานศิลปะวัฒนธรรมในประเทศต่างๆของดินแดนสุวรรณภูมิรวมไปถึงความศรัทธาความประทับใจในเนื้อหาสาระของธรรมชาติสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และความศรัทธา ความเชื่อระหว่างศิลปินสู่ศิลปินที่ส่องทางให้อิทธิพล และแรงดลใจต่อกัน

      ซึ่งผลงานดังกล่าวข้างต้นนี้ นับเป็นผลสรุปของการสรุปรวมองค์ความรู้ใหม่ ที่เป็นแหล่งสะสม ข้อมูล หลักการ ทฤษฎี วิธีการ แนวคิด แนวทางในการสร้างสรรค์ศิลปะ ณ ศูนย์ศิลป์แสงธรรม สุวรรณภูมิ จรัญสนิทวงศ์ 13 ซึ่งเริ่มก่อตั้งดำเนินการตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2538 เป็นต้นมา

       กระทั่งมาถึงศูนย์ศิลป์แสงธรรมใจพอเพียร ณ บ้านป่าเมี่ยง จ. เชียงราย เป็นการออกแบบสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม กับสิ่งแวดล้อมตามรอยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระผู้ครองแผ่นดินโดยธรรม พระผู้สร้างสุขให้มหาชนชาวสยาม ตลอดพระชนม์ชีพ 89 ชันษา 70 ปีที่ทรงครองราชย์

      จากการที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ให้ได้ร่วมเป็นศิลปิน 1 ใน 8 ที่ร่วมถวายงานในการออกแบบภาพประกอบ ในหนังสือพระราชนิพนธ์พระมหาชนก ในพระนิพนธ์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทำให้ได้รับทราบในอุดมคติ ในพระวิสัยทัศน์ในสิ่งที่ทรงสอน ทรงแนะนำ ทรงกระทำทุกสิ่งเพื่อผลในการแก่ทุกข์หาความสุขให้ประชาชนชาวสยาม ทำให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจ ในการออกแบบสร้างสรรค์ภูมิปัญญาสถาปัตยกรรมกับสิ่งแวดล้อม โดยหลักทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มนุษย์สามารถเข้าถึงสิ่งสูงสุด 3 ประการ คือ ความดีความจริง ความงาม ในความจริงที่มีความดี และความงาม ในความดีที่มีความจริง และความงาม และในความงามที่มีความจริง และความดี

      จากประเด็นสาระความหมายที่ได้รับสาระจากในหลวงรัชกาลที่ 9 จากการอ่านหนังสือพระราชนิพนธ์พระมหาชนก บวกกับการทรงงานในทุกมิติของพระองค์ท่าน สรุปรวมเป็นภูมิสถาปัตยกรรม ธรรม พอ เพียร และเป็นที่มาของศูนย์ศิลป์แสงธรรมใจพอเพียร ณ บ้านป่าเมี่ยง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ในปีพุทธศักราช 2539 จึงนับได้ว่าศูนย์ศิลป์แสงเงา ศูนย์ศิลป์แสงธรรมสุวรรณภูมิและศูนย์ศิลป์แสงธรรมใจพอเพียร เป็นผลสรุปของการสรุปรวมองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นแหล่งสะสมข้อมูล หลักการทฤษฎีวิธีการ แนวคิดแนวทาง ในการสร้างสรรค์ศิลปะ และสรุปแรงดลใจสาระความหมายที่ได้รับสาระจากในหลวงรัชกาลที่ 9 หนังสือพระราชนิพนธ์พระมหาชนก บวกกับการทรงงานในทุกมิติของพระองค์ท่าน อันแสดงถึงความดีความจริง และความงามในมิติที่หลากหลายอย่างแท้จริง

error: Content is protected !!